ผู้หญิงชอบผู้ชายแบบไหน

ขอต้อนรับเข้าสู่บล็อกของ ภูพานลอย สวัสดีชาวโลก

กลัวคนไม่เข้ามาจริงเลย
คึดฮอดเฮินยามฝนตก-คึดฮอดนกยามเบิ่งฟ้า-คันเอ็ดได๊สิย้อนเวลา-ไปหาทุ่งนาบ้านเฮา

วันศุกร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2553

เรียนกันทำไมละ

คุณเคยคิดมั้ยว่าทำไมเราจะต้องเรียนหนังสือกันจังเลย ?

ชั่วชีวิตของคนเรานั้นอายุเฉลี่ยใน(ความคิดตัวเอง)ก็คงประมาณ 60-65 เอาแค่นี้ก็ขี้เกียจอยู่แล้วละแต่เราๆท่านๆหารู้(คงรู้แล้วมั้ง)ว่าชั่วชี้วิตของคนเรานั้นเราเล่นนอนกันไปตั้ง 25 ปี โอ้ว!!!!!!นอนอะไรนักหนาวะนั่นแต่ครับที่พูดมานั้นมันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับหัวข้อข้างต้นเลย
ดังนั้นผมจึงจะมาชีแจงเรื่องข้างต้นกันให้ดูอ่าน(ฟังไม่ได้ไม่มีเสียง)ชั่วชีวิตของคนเรานั้น(มาแบบเดิมและ)เรามีโอกาสเรียนได้ตลอดชีวิตแต่ว่ามันมีปัจจัยที่ทำให้เราไม่สามารถเรียนได้ 55555
อยากรู้มั้ยละ(อยากรู้ก็อ่านต่อไป)ไม่อยากรู้ไปดูเวปโป้โ้น้นคุณคงเคยได้ยินเพลงอะไรไม่รู้แหละที่ร้องว่า "ความรู้มีเป็นกิโล แต่ยังดูเวปโป้ขอให้ยกมือขึ้น "

อันนี้มันเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้หรอกครับจริงมั้ย เหอๆๆ คนเรามันก็เหมือนกับเหรียญนั่นแหละมันต้องมี2ด้านอยู่แล้วละ หากเปรียบด้านหัวเป็นฝั่งดีด้านก้อยก็ต้องเป็นฝั่งดี(เอ้ย!บ่แม่น)ฝั่งไม่ดีหรือชั่ว ความจริงผมไม่ค่อยอยากใช้คำว่าชั่วเท่าไหร่แฮะ
หากจะมีคำถามว่า !! อะไรคือความสม่ำเสมอของชีวิต (ลองถามตัวเองสิ)ไม่ได้ผมตอบเองเลย
...............
..............ก็คือการที่เราคิดเรื่องที่มันมีดีและไม่ดีปนกันอยู่ตลอดเวลาไงละนั่นแหละคือความสม่ำเสมอของชีวิตละ


น่านร่ายไปเรื่อยอีกเเล้วเอาละมาเข้าเรื่องกันต่อเลยเด้อพี่น้องหมู่เฮา อย่างที่ผมบอกไปข้างต้อนั่นแหละ(ไม่รู้ต้นไหนไปดูเอง)เรามีเวลาเรียนทั้งชีวิตแต่ไม่ค่อยจะทำสำเร็จกันกะขอบอกจำแนกให้เห็นกันเป็นส่วนๆเลยนะ

ช่วงเเรกตอนที่เราเกิดมาเลย 555 พออายุ4-5ขวบก็เข้าอนุบาลกันแล้วแต่หลังๆนี่พ่อแม่อยากใหลูกเข้าโรงเรียนไวๆแล้วจะได้จบไวๆเราใช้เวลาเรียนประถมไม่นับอนุบาลนะ 6ปีแล้วไปต่อมัธยมอีก6ปีโอ้วแม่เจ้าแค่นี้
ฉันต้องใช้เวลาเรียนตั้ง 12 ปีเชียวหรือนี่(ว่างๆต้องไปบอกกระทรวงศึกษแล้วว่าเรียนมันแค่2-3ปีก็ให้จบมัธยมไปเหอะเสียนเวลา.............แต่ช้าแต่ครับยังมีอีกหลายจำพวกที่โดนมรสุมชีวิตตัดทอนโอกาสในการเรียนที่มีอันน้อยนิดของเขาแล้วไม่ว่าจะเป็น

ฐานะทางบ้าน (เงินทองนั่นแหละ)
สติปัญญา (เอาตัวเองไม่รอดเรียนบ่เก่ง)
เลิกเรียนเพราะเหตุจำเป็น (อันนี้น่าเห็นใจครับ)
เกเรจนต้องออกจากการเรียน (อันนี้น่าแตะมากกว่า-แต่ไม่รู้มีมั้ยเพราะเห็นตีกันยิงกันมันก็ยังไปเรียนกันนิ)

นั่นไงเห็นมั้ยละครับว่าแค่เราเรียน ประถม-มัธยม ที่เราใช้เวลา12ปีนั้นมันแค่ช่วงแรกเท่านั้นก็เจอกับปัญหารุ่มเร้าแล้ว
!!!!อาจมีบางคนหัวเราะ 555555 กรูผ่านมาได้โว้ยๆๆๆๆ เย้ๆๆยินดีด้วย (เพราะตรูคือหนึ่งในนั้น)
แต่ช้าแต่แล้วพอเราไปเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาละ นี่ไงตัวปัญหาของจริงที่นี้มันไม่ได้มีแค่ปัญหาเท่ากองขี้ไก่แล้วนะเจ้ มันกองขี้ช้างแล้วดันมีหมามาเยี่ยวใส่อีก

ซึ่งเราต้องใช้เวลาเรียนในระดับปริญญาตรี 4 ปี โทเก่งหน่อย อีก 2ปี แล้วเอกอีกละครับท่าน
แล้วแต่นะบางคนอาจจะเก่งจนจบได้สบายไม่มีอุปสรรค (เออก็คุณมันมีพร้อมทุกอย่างนิ) แต่หลายคนเริ่มมาตกม้าตายแถวๆนี้ละแล้วก็เริ่มมีความคิดแปลกๆขึ้นมาสำหรับ สาวๆ เช่น

เรียนไปก็ปวดหัวมีผัวดีกว่า เยี่ยมเลย เย้ๆๆดีใจด้วยนะมีผัวเป็นตัวเป็นตนซะที เอ้อทำไมไม่เรียนให้จบแล้วค่อยเอาละเจ๊ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
ส่งนคุณผ้ชายก็มีเช่นกัน (ไม่มีสิโดนว่าลำเอียง) เรียนไปก็ปวดหัวทำชั่วละกัน นะ...
เหอๆๆโดดเรียนมั่ง กินเหล้ามั่งทำลูกเขาท้องมั่งเล่นการพนันบ้าง โอ้ย เยอะคร้าบๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ(ผมไม่ได้เอาประสบการณ์ตัวเองมาบอกนะ)
แต่สำหรับคนที่ตั้งใจแล้วก็คงไม่ยากที่จะทำให้สำเร็จใช่มั้ยละ ตรี โท เอก มันก็คงจะเป็นเหมือนถนนอย่างหนึ่ง
หากจะเปรียบการเรียนเป็นเหมือนบ้านจัดสรรที่สวยๆซักหลังที่เราอยากจะขึ้นไปดู
ประตูบ้านเปรียบเหมือนการเรียนอนุบาล
..........................
บันไดเปรียบเหมือน ประถมมัธยมแล้วก็ระดับอุดมที่เราต้องขึ้นไปดูบ้านให้ทั่วไม่ว่าจะเป็นชั้น 2-3
ซึ่งงมันต้องมีอุปสรรคในการที่จะซื้อบ้านเช่นกันไม่ว่าจะเป็น ราคา ไกลถนน ทำเลไม่ดี เป็นต้นจนเราไม่ซื้อบ้านหลังนั้นซะซึ่งก็เปรียบเหมือนเราไม่สามารถเอาชนะอุปสรรคที่มาขัดขวางการซื้อบ้านได้
(บางท่านอาจบอกว่าซื้อบ้านมันเกี่ยวไรกะการเรียนละ)งั้นจะบอกหรอว่ามันคือการเปรียนเทียบซื้อบ้านยังมีโอกาสเลือกแต่เรียนสิต่างนะ(ตามความคิดคนเขียน)
การเรียนก็คงไม่ต่างกันหรอกครับมีอุปสรรคบ้างติดขัดบ้างก็คงไม่แปลก แต่ถ้าเราตั้งใจแล้วก็เอาใจใส่ลงไปแล้วละก็เราคงได้บ้านหลังนั้นมาครอบครอง(ไม่ก็สร้างมันเองซะ)แน่นอน
และยิ่งถ้าเรามีธรรมะด้วยแล้วละก็ หึๆ อย่างเช่น

อิทธิบาท 4

ฉันทะ ความพอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น
วิริยะ ความพากเพียรในสิ่งนั้น
จิตตะ ความเอาใจใส่ฝักใฝ่ในสิ่งนั้น
วิมังสา ความหมั่นสอดส่องในเหตุผลของสิ่งนั้น

ฉันทะ คือความพอใจ ในฐานะเป็นสิ่งที่ ตนถือว่า ดีที่สุด ที่มนุษย์เรา ควรจะได้ ข้อนี้ เป็นกำลังใจ อันแรก ที่ทำให้เกิด คุณธรรม ข้อต่อไป ทุกข้อ

วิริยะ คือความพากเพียร หมายถึง การการะทำที่ติดต่อ ไม่ขาดตอน เป็นระยะยาว จนประสบ ความสำเร็จ คำนี้ มีความหมายของ ความกล้าหาญ เจืออยู่ด้วย ส่วนหนึ่ง

จิตตะ หมายถึงความไม่ทอดทิ้ง สิ่งนั้น ไปจากความรู้สึก ของตัว ทำสิ่งซึ่งเป็น วัตถุประสงค์ นั้นให้เด่นชัด อยู่ในใจเสมอ คำนี้ รวมความหมาย ของคำว่า สมาธิ อยู่ด้วยอย่างเต็มที่

วิมังสา หมายถึงความสอดส่องใน เหตุและผล แห่งความสำเร็จ เกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ให้ลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นไปตลอดเวลา คำนี้ รวมความหมาย ของคำว่า ปัญญา ไว้อย่างเต็มที่

ทำไรสำเร็จแน่นอนเด้อ

ปล. จบละขี้เกียจพิมพ์แล้วละ

ปล. เอาใจใส่ดูแลคนรอบตัวมั่งนะอย่าไปเอาใจใส่คนรอบข้างมากนัก (เกี่ยวไรวะนั่น)

1 ความคิดเห็น: